2.บทเรียน - แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์

แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์
ค่ากลาง และ บูรณาการ
นายแพทย์ อมร นนทสุต
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข
Go to content

Main menu:

2.บทเรียน

แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์

บทเรียน

ประเทศไทยได้ สร้างงานสาธารณสุขมูลฐานมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปี โดยแบ่งได้เป็น 4 ยุค
ยุคแรก (พ.ศ.2523) เราสร้าง อสม. เพื่อเพิ่มการครอบคลุมเรื่องบริการรักษาพยาบาลอย่างง่าย เพราะสมัยนั้นหน่วยงานสาธารณสุขยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ
ยุคที่ 2 (พ.ศ.2531) เราปรับรูปแบบงานสาธารณสุขมูลฐานไปเน้นที่การพัฒนา เพื่อให้ประชาชนดูแลตนเองได้ (วิสัยทัศน์นี้มีมาแต่ยุคแรก) เราเริ่มบูรณาการงานสร้างสุขภาพเข้ากับการพัมนาคุณภาพชีวิต
ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2548) เราอยู่ในปลายยุคนี้ในปัจจุบัน เราเน้นไปที่การบริหารจัดการยุทธศาสตร์ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ คือแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์และการจัดการค่ากลาง
ยุคที่ 4 เป้นยุคของอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2558 เป้นต้นไป เราควรจะได้เห็นบทบาทที่ชัดเจนของประชาชนในการจัดการตนเองด้านสุขภาพ ผ่านทางปฏิบัติการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน อสม. ฯลฯ

ยุคปัจจุบัน

เราใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์โดยกำหนดขั้นตอนในการสร้าง 4 ขั้นตอนและการใช้อีก 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนการสร้างนั้น เหมาะสำหรับผู้บริหาร ส่วนขั้นตอนการใช้ เหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติ
     บทเรียนคือ ในระยะเริ่มแรก เรามิได้แยกกลุ่มเป้าหมายชัดเจนเมื่อนำกระบวนการแผนที่ฯไปสู่การปฏิบัติ เรากำหนดให้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ทำงานทุกขั้นตอนจนจบกระบวนการ
     ปัญหาที่ตามมาคือ ผู้บริหารจะทำงานในขั้นตอนที่ 1-4 ได้ดี แต่จะไม่สามารถลงลึกถึงรายละเอียดในขั้นที่ 5-7 ได้ ตรงกันข้ามกับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะภาคประชาชน จะไม่สามารถทำงานในขั้นตอนต้นๆได้ แต่จะไม่มีปัญหาเมื่อถึงขั้นลงรายละเอียดในขั้นตอนหลังๆ
     

ทั้งหมดคือสาเหตุที่เกิดเสียงบ่นว่าแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เป็นของยาก ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้
เราได้แก้ไขด้วยเทคนิคการถ่ายระดับ(cascading) โดยกำหนดให้การสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายปฏิบัติให้เน้นหนักการสร้างสมรรถนะในการแปลแผนที่สู่การปฏิบัติ (ขั้นตอนที่ 5-7)  
    นี่คือที่มาของการกำหนดให้ใช้แผน ที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ปฏิบัติการ (SLM) ที่ออกโดยกรมอนามัยและกรมควบคุมโรคเมื่อ พ.ศ.2552 ซึ่งหมายถึงพื้นที่ไม่ต้องทำงานในขั้นตอนต้นๆอีก ยกเว้นการวิเคราะห์บริบทซึ่งยังมีประโยชน์   
แต่พื้นที่หรือผู้ปฏิบัติอาจสร้างแผนที่ฯฉบับปฏิบัติการในขั้นตอนที่ 4 ขึ้นใหม่ก็ได้ โดยให้นำแผนที่ฯฉบับของสองกรมมาเป็นตัวตั้ง แล้วจึงปรับปรุงดัดแปลงใหม่ให้ออกมาเป็นแผนที่ฯฉบับปฏิบัติการของพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อให้แผนที่ฯมีความสอดคล้องกับบริบทให้มากที่สุด
     สำหรับขั้นตอนการสร้างแผนที่ฯ (ขั้นที่ 2-4) ที่ผุ้ปฏิบัติไม่ต้องลงมือทำนั้น วิทยากรมีหน้าที่ต้องถ่ายทอดให้ทราบขั้นตอนด้วยวิธีการอื่น เช่นการสาธิต เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจที่มาที่ไปและเหตุผลความเชื่อมโยงตั้งแต่ต้น
เชื่อมั่น และ ทำให้เป็นจริง
Back to content | Back to main menu